You are currently viewing รถแซงขวา ชน รถเลี้ยวขวา ใครผิด

รถแซงขวา ชน รถเลี้ยวขวา ใครผิด

          ในปัจจุบันมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นมากมายในท้องถนน ซึ่งเกิดขึ้นจากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นความเชี่ยวชาญของผู้ขับขี่ สภาพร่างกาย ภูมิอากาศ สภาพของถนนที่ใช้สัญจร และวันนี้ก็มีเคสที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งในถนนที่อยู่ในซอยซึ่งเป็นถนนที่มี 2 ช่องทางสวนกัน และมีเส้นประแบ่งกึ่งกลางถนน ซึ่งถนนลักษณะนี้มักจะมีรถยนต์ที่ขับขี่อยู่ในช่องทาง ซึ่งหากรถจักรยานยนต์จะทำการแซงก็จะต้องแซงในช่องทางเดินทางอีกช่องทางหนึ่งที่เป็นช่องทางของด้านขวาซึ่งจะมีรถใช้สวนช่องทางมา ซึ่งระหว่างการแซงนั้น หากรถยนต์คันด้านหน้าเกิดเลี้ยวขวาขึ้นมากะทันหัน ก็จะมีอุบัติเหตุเกิดขึ้น และ

      การชนกันในลักษณะนี้มักจะเกิดขึ้นในถนนลักษณะนี้อยู่บ่อยครั้ง และก็จะเกิดข้อโต้เถียงกันระหว่างคู่กรณี รวมถึงประกัน จนกระทั่งต้องให้เจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรมาตัดสิน และพนักงานสอบสวนเวรก็ต้องลงบันทึกชี้ว่าฝ่ายใดเป็นฝ่ายประมาทเพื่อให้คดีสิ้นสุดลง เพื่อให้เป็นที่เข้าใจของผู้ใช้รถใช้ถนน วันนี้แอดมินจะมีอธิบายข้อกฎหมายและความได้เปรียบเสียเปรียบข้อแต่ละฝ่ายกันว่าหากเกิดอุบัติเหตุลักษณะนี้แล้วใครจะเป็นฝ่ายผิด จะได้กระจ่างกันแบบไม่ต้องเถียงกันให้ลำบากใจ

อุบัติเหตุ รถเลี้ยว

องค์ประกอบของอุบัติเหตุ

     1. ลักษณะของถนนเป็นถนนที่มี 2 ช่องทาง และเป็นทางเดินรถที่สวนกันได้ โดยมีเส้นกึ่งกลางถนนเป็นเส้นประ
     2. รถยนต์หรือรถจักรยานยนต์คันด้านหน้าเลี้ยวรถไปทางขวา
     3. รถยนต์หรือรถจักรยานยนต์คันด้านหลังทำการแซงขึ้นทางด้านขวา
     4. เกิดอุบัติเหตุในช่องทางด้านขวา

ข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

     อุบัติเหตุลักษณะนี้มีคู่กรณี 2 ฝ่าย ฝ่ายแรกเป็นรถเลี้ยว ส่วนอีกฝ่ายเป็นรถที่แซงขึ้นไป ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ หรือรถจักรยานยนต์ก็ใช้กฎหมายตัวเดียวกัน นั่นก็คือ พรบ.จราจรทางบก พ.ศ.2522

สำหรับผู้ที่จะเลี้ยวรถนั้น ในหมวดการเลี้ยวรถ มาตรา 52 ระบุไว้ว่า 

    “ในทางเดินรถที่สวนกันได้ ห้ามมิให้ผู้ขับขี่กลับรถหรือเลี้ยวรถทางขวาในเมื่อมีรถอื่นสวนหรือตามมาในระยะน้อยกว่าหนึ่งร้อยเมตร เว้นแต่เมื่อเห็นว่าปลอดภัยและไม่เป็นการกีดขวางการจราจรของรถอื่น”

สำหรับผู้ที่จะแซงนั้น ในหมวดการขับแซงและผ่านขึ้นหน้า

มาตรา 36 ระบุไว้ว่า “มาตรา 36 ผู้ขับขี่ซึ่งจะเลี้ยวรถ ให้รถคันอื่นผ่าน หรือแซงขึ้นหน้า เปลี่ยนช่องเดินรถ ลดความเร็วของรถ จอดรถ หรือหยุดรถ ต้องให้สัญญาณด้วยมือและแขนตามมาตรา 37 หรือไฟสัญญาณตามมาตรา 38 หรือสัญญาณอย่างอื่นตามข้อบังคับของหัวหน้าเจ้าพนักงานจราจร

ถ้าโดยสภาพของรถ สภาพของการบรรทุก หรือสภาพของทัศนวิสัย การให้สัญญาณด้วยมือและแขนตามวรรคหนึ่งไม่อาจทำให้ผู้ขับขี่ซึ่งขับรถสวนมาหรือตามมาข้างหลังมองเห็นได้ ผู้ขับขี่ต้องให้ไฟสัญญาณ

ผู้ขับขี่ต้องให้สัญญาณด้วยมือและแขน ไฟสัญญาณหรือสัญญาณอย่างอื่นตามวรรคหนึ่งก่อนที่จะเลี้ยวรถ เปลี่ยนช่องเดินรถ จอดรถ หรือหยุดรถเป็นระยะทางไม่น้อยกว่าสามสิบเมตร

ผู้ขับขี่ต้องให้สัญญาณด้วยมือและแขน ไฟสัญญาณหรือสัญญาณอย่างอื่นตามวรรคหนึ่ง ให้ผู้ขับขี่ซึ่งขับรถอื่นเห็นได้ในระยะไม่น้อยกว่าหกสิบเมตร”

ประกอบกับ มาตรา 47 ระบุไว้ว่า

“ห้ามมิให้ผู้ขับขี่ขับรถแซงหรือผ่านขึ้นหน้ารถอื่นล้ำเข้าไปในเส้นกึ่งกลางของทางเดินรถที่กำหนดไว้ หรือที่มีเครื่องหมายจราจรแสดงเขตอันตราย หรือเขตให้ใช้ความระมัดระวังบนทางเดินรถ

ในกรณีที่ทางเดินรถด้านซ้ายมีสิ่งกีดขวางที่เป็นอุปสรรคแก่การจราจรและทางเดินรถด้านขวามีความกว้างเพียงพอ ผู้ขับขี่จะขับรถหลีกสิ่งกีดขวางล้ำเข้าไปในเส้นกึ่งกลางของทางเดินรถที่หัวหน้าเจ้าพนักงานจราจรกำหนดไว้ก็ได้ ในเมื่อไม่กีดขวางการจราจรของรถที่สวนทางมา”

รวมถึง มาตรา 46 ระบุไว้ว่า “ห้ามมิให้ผู้ขับขี่ขับรถแซงเพื่อขึ้นหน้ารถอื่นในกรณีต่อไปนี้

(๑) เมื่อรถกำลังขึ้นทางชัน ขึ้นสะพาน หรืออยู่ในทางโค้ง เว้นแต่จะมีเครื่องหมายจราจรให้แซงได้

(๒) ภายในระยะสามสิบเมตรก่อนถึงทางข้าม ทางร่วมทางแยก วงเวียนหรือเกาะที่สร้างไว้ หรือทางเดินรถที่ตัดข้ามทางรถไฟ

(๓) เมื่อมีหมอก ฝน ฝุ่นหรือควัน จนทำให้ไม่อาจเห็นทางข้างหน้าได้ในระยะหกสิบเมตร

(๔) เมื่อเข้าที่คับขันหรือเขตปลอดภัย”

      หากคุณกำลังคิดว่าจะเล่น พนันออนไลน์เว็บไหนดี บอกได้เลยว่า WinSlot88 มีเว็บคาสิโนออนไลน์ที่ได้รับอนุญาตในต่างประเทศ มีมาตรฐาน มั่นคง โปร่งใส ให้เลือกมากมาย มั่นใจได้ว่าคุ้มค่าและมีเสถียรภาพทางการเงินสูงมาก

การนำข้อกฎหมายมาปรับพิจารณา

    จะเห็นได้ว่าในการแซงขวานั้น โดยปกติแล้วกฎหมายห้ามมิให้ผู้ขับขี่ล้ำเข้าไปในเส้นกึ่งกลางของทางเดินรถที่กำหนดไว้ แต่มีข้อยกเว้นว่า ในกรณีที่ทางเดินรถด้านซ้ายมีสิ่งกีดขวางที่เป็นอุปสรรค นั่นก็หมายความรวมถึงรถยนต์หรือสิ่งอื่นๆที่กีดขวางอยู่ด้วย ก็สามารถที่จะขับรถล้ำเข้าไปในเส้นกึ่งกลางของทางเดินรถได้ แต่จะต้องไม่กีดขวางการจราขรของรถที่สวนทางมา นั่นก็หมายความว่าสามารถแซงขึ้นได้นั่นเอง แต่ในการแซงขึ้นหน้านั้นจะต้องปฏิบัติตามกฎหมายในการให้สัญญาณด้วยมือและแขน รวมถึงไฟสัญญาณให้ผู้ขับรถอื่นเห็นได้ในระยะไม่น้อยกว่า 60 เมตร

    ส่วนการเลี้ยวรถในถนนในที่มีช่องทางเดินรถสวนกันนั้นก็สามารถทำได้ แต่จะต้องไม่มีรถอื่นสวนหรือตามมาในระยะน้อยกว่า 100 เมตร เว้นแต่เห็นว่าปลอดภัยและไม่เป็นการกีดขวางการจราจรของรถอื่น

สรุปการชี้ประมาทของคู่กรณี

    ในกรณีอุบัติเหตุเช่นนี้ จะเห็นได้ว่า ข้อกฎหมายระบุไว้ชัดเจนว่า ผู้ที่จะเลี้ยวรถนั้นจะต้องไม่มีรถอื่นสวนหรือตามมาในระยะน้อยกว่า 100 เมตร เว้นแต่เห็นว่าปลอดภัยและไม่เป็นการกีดขวางการจราจรของรถอื่น ซึ่งหากมีการเกิดอุบัติเหตุตามกรณีดังกล่าวนั้น แน่นอนว่าเป็นความประมาทของรถเลี้ยวอย่างเลี่ยงไม่ได้ ส่วนรถที่แซงขึ้นมานั้น จะต้องให้สัญญาณไปด้วยมือและแขน รวมถึงไฟสัญญาณให้ผู้ขับรถอื่นเห็นได้ในระยะไม่น้อยกว่า 60 เมตร และรถคันหน้าจะต้องให้สัญญาณไฟเลี้ยวซ้ายเพื่อเป็นการรับทราบว่ามีรถกำลังจะแซงถึงจะทำการแซงได้

   สรุปได้ว่าหากเกิดอุบัติเหตุกรณีรถที่ทำการเลี้ยวขวาเฉี่ยวชนกับรถที่ทำการแซงขึ้นมาในช่องทางเดินรถที่สวนกันได้นั้น สามารถวินิจฉัยได้ทันทีว่าเกิดจากความประมาทของรถเลี้ยวขวาในเบื้องต้น

    เนื่องจาก รถที่จะเลี้ยวขวานั้นจะต้องระมัดระวังรถอื่นที่สวนหรือตามมาในระยะที่จะเกิดอุบัติเหตุได้ เว้นแต่จะมั่นใจได้ว่าปลอดภัย ถึงจะทำการเลี้ยวได้

    ส่วนรถที่จะทำการแซงนั้น หากไม่ได้ให้สัญญาณไฟเลี้ยวว่าจะทำการแซงให้รถอื่นเห็นในระยะ 60 เมตร หรือทำการแซงในบริเวณที่กฎหมายห้ามไว้ตามมาตรา 46 ได้แก่ ทางชัด สะพาน ทางโค้ง ระยะใกล้ทางร่วมทางแยก รวมถึงหากมีหมอก ฝุ่น ควัน และที่คับขัน ก็มีส่วนในความประมาทในอุบัติเหตุลักษณะนี้เช่นกัน